"จะคงไว้เหมือน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เลยหรือไม่"
ในอารมณ์ "แดกดัน" ที่แฝงไปกับคำถามของนักข่าวทำเนียบรัฐบาล เอาไมค์จ่อปากนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะกรรมการและเลขาธิการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) กรณีที่ฝ่ายถืออำนาจรัฐพยายามยื้อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยเฉพาะในพื้นที่ กทม.ลากยาวกระบองยักษ์กันต่อไป
ตามจังหวะที่คนถูกถามก็รู้ทาง เล่นเชิงออกตัว ยังไงก็ไม่ลากไปถึงสิ้นปี
แต่มันน่าเอะใจ ตรงประเด็นที่เลขาฯ สมช. แบะท่าล่วงหน้า ในวันที่ 30 กรกฎาคม คงจะมีการพิจารณาตามที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ตกลงใจว่า จะให้ ครม. อนุมัติให้ ศอฉ.พิจารณายกเลิกประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินได้เลยโดยไม่ต้องนำเสนอ ครม.
นี่แหละจังหวะผลัก "อภิสิทธิ์" ลอยตัว
ตามยุทธศาสตร์ "อุ้มพระเอกหลบ" ให้ ศอฉ.รับมุก เผชิญแรงกระแทกไป ในสถานการณ์ ที่กระบองยักษ์เริ่มเสื่อมอิทธิฤทธิ์ ระดับความชอบธรรมลดลง รัฐบาลและ ศอฉ.ตกเป็นฝ่ายตั้งรับแรงกดดัน ท่ามกลางกระแสเรียกร้องให้ทิ้งกระบองยักษ์
จากคิวของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ตั้งแท่นชงให้รัฐบาลยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยเร็วที่สุด
ล่าสุดถึงคิวของนายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) พร้อมด้วยคณะกรรมการฯ แถลงมติที่ประชุม เรียกร้องให้รัฐบาล ทบทวนและแก้ไขแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการตีตรวนผู้ต้องขัง
เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ
โดย คอป.ทำหนังสือนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 28 กรกฎาคม ซึ่งแนวทางดังกล่าวจะเป็นผลให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม และเพื่อให้การปรองดองของคนในชาติเกิดผลที่กว้างขวางแก่ ผู้ต้องขังทั่วไป ไม่ใช่เฉพาะแต่แกนนำ นปช.หรือนักโทษทางการเมือง ทั้งนี้เพื่อเป็นการเรียกความเชื่อถือศรัทธาต่อกระบวนการยุติธรรมของประเทศ และสร้างบรรยากาศการปรองดองให้เกิดขึ้น
เสียงจากทีมงานที่นายกฯอภิสิทธิ์ ตั้งมาเองกับมือทั้งนั้น
ยังไม่นับแรงกดดันจากพรรคร่วมรัฐบาล ที่ถึงคิวของ "หนูนา" น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา ลูกสาว "บิ๊กเติ้ง" นายบรรหาร ศิลปอาชา หลงจู๊ใหญ่พรรคชาติไทยพัฒนา ออกมาบี้นิ่มๆ การคงไว้ซึ่งพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็ไม่ได้ทำให้สถานการณ์บ้านเมืองเรียบร้อย ยังเกิดเหตุระเบิดที่หน้าห้างบิ๊กซี ราชดำริ
ดังนั้น แม้จะคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินไว้ ก็ไม่ได้ป้องกันว่าจะไม่เกิดเหตุ การยกเลิกไปก็น่า จะดีกว่า เพราะผลที่ได้ตามมาก็คือการท่องเที่ยวที่จะดีขึ้น
แนวร่วมฝ่ายเดียวกัน ยังกดดันให้เลิกบรรยากาศสถานการณ์ ฉุกเฉิน
สลัดภาพหนีคราบเผด็จการ
ขัดอารมณ์กับอาการของฝ่ายคุมเกมอำนาจรัฐบาลที่ยังกระชับเครื่องทุ่นแรงที่ถืออยู่ในมือ กับกระแสข่าวความพยายามเปิดไฟเขียวให้กองทัพบก จัดตั้งกองพลทหารราบที่ 7 ขึ้นมาเป็นหน่วยหน้า ลุยสยบแนวร่วมกองทัพแดงในพื้นที่ภาคเหนือ
มั่นใจกับบทยักษ์ถือกระบองสยบฝ่ายต่อต้าน
ตามปรากฏการณ์ที่สวนทางกัน เมื่อเทียบความได้เปรียบของรัฐบาลในการใช้เครื่องทุ่นแรงกดหัวฝ่ายตรงข้าม กลับยิ่งทำให้ช่วงห่างคะแนนนิยมในเมืองกรุงลดลง
คะแนนเห็นใจไหลกลับไปที่มวยรอง
ที่แน่ๆ ต่อเนื่องกับผลการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กรุงเทพฯ เขต 6 ที่ยี่ห้อ ประชาธิปัตย์ชนะไม่ขาด ทำแต้มหนีพรรคเพื่อไทยไปได้แค่ 14,000 กว่าคะแนน ทั้งๆที่กุมความได้เปรียบ เหนือกว่าทุกประตู โดยเฉพาะมีกระบองยักษ์ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเป็นเครื่องทุ่นแรง
ล็อกคู่แข่งที่ถูกพันธนาการโซ่ตรวนอยู่ในคุก
"มัดมือชก" ยังสูสี ตามฟอร์ม มันจึงเป็นอะไรที่แต้มไหลมาเท่ากัน กับคิวเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานครหรือ ส.ก. ในวันที่ 29 สิงหาคม ปูพรมวัดกำลังกันทั่วเมืองกรุง
ขนาดได้เปรียบทุกประตู สู้กันตัวต่อตัวกับพรรคเพื่อไทยยังเฉือนชนะไปแค่ครึ่งก้าว
นับประสาอะไร รอบนี้ยังมีตัว "ตัดแต้ม"
โดยจังหวะที่ค่ายการเมืองใหม่ของม็อบพันธมิตรฯ ก็ได้ ฤกษ์ตัดริบบิ้นประเดิมสนามเลือกตั้ง ส่งผู้สมัครลงชิงเก้าอี้ ส.ก. หลายเขต
หมดเวลาฮั้ว คิวนี้เลี่ยงไม่พ้นต้องโดนแย่งคะแนนที่ทับสัมปทานฐานเสียงกันอยู่
ประชาธิปัตย์ต้องระดมทีมวิ่งสู้ฟัดกันลมจับแน่.
ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ รายงาน