จูบ...ใครคิดว่าไม่สำคัญ จูบเบาๆเท่านั้น ยังทำฉันสั่นไปถึงหัวใจ...แฮ่ม วันนี้ผมฮัมเพลงจูบของสุนทราภรณ์ด้วยความคึก ตอนนี้เพลงจูบต้นตำรับของสุนทราภรณ์ ดูเหมือนจะถูกเพลงจูบของนักร้องรุ่นใหม่ กลบจนหาเนื้อไม่เจอแล้ว
ใช่แล้ว วันเสาร์สบายๆวันนี้ผมขอพาท่านผู้อ่านไปคุยเรื่อง "จูบ" กันครับ
วันอาทิตย์หน้า 14 กุมภาพันธ์ ก็จะถึง "วันวาเลนไทน์" วันแห่งความรักแล้ว ในวันนั้น ผมเชื่อว่า จะมีชาวโลกนับพันล้านคู่ แลกจูบกันด้วยความรักอย่างดูดดื่ม เพราะในโลกเบี้ยวใบนี้ เขาว่ามีประชากรที่อยู่ในวัฒนธรรมที่มีการจูบถึงร้อยละ 90 เกือบ 6,000 ล้านคนเลยทีเดียว
ในหนังสือ รีดเดอร์ ไดเจสท์ ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ มีรายงานผลการศึกษาวิจัยเรื่องการจูบตีพิมพ์ไว้อย่างน่าสนใจยิ่ง ผลการศึกษาบอกว่า
"การจูบเป็นวิธีแลกเปลี่ยนข้อมูลที่มีความหมาย ผ่านการสัมผัสในระดับจิตใต้สำนึกว่า บุคคลที่อยู่ตรงหน้าเรา ใช่เป็นเนื้อคู่ ในอุดมคติหรือไม่ ซึ่งเป็นสัญชาตญาณทางชีวภาพ"
ฟังดูเหลือเชื่อ แต่หลายคู่ก็พิสูจน์แล้วเป็นจริง แค่จูบแรกก็รู้ว่าใช่เลยคนนี้แหละ
ผลที่ตามมาจากการจูบ จากการศึกษาพบว่า ณ วินาทีแรกที่สัมผัสกัน เส้นประสาทในศีรษะที่มีอยู่ 12 คู่ 5 คู่ในนั้นจะเกิดปฏิกิริยา ตื่นตัวเวลาจูบ ส่งสารจากริมฝีปาก ลิ้น และจมูก ไปยังสมอง เพื่อสัง- เคราะห์ความเคลื่อนไหวทั้งหมด แล้วกล้ามเนื้อ 34 มัดจะทำงานพร้อมกัน และมีการหลั่งสาร "ออกซิโทซิน" ออกมา สารออกซิโทซิน นี่แหละคือ "ฮอร์โมนแห่งความผูกพัน" ซึ่งจะเพิ่มระดับขึ้นหลังการจูบ เพราะริมฝีปากบางๆของเรานั้น เป็นที่รวมของเซลล์ประสาทสัมผัสเป็นจำนวนมาก
จมูกก็มีบทบาทสำคัญในการจูบ ก่อนจูบและหลังจูบนอกจากจะมองตากันด้วยความซึ้งแล้ว กลิ่นก็เป็นส่วนประกอบสำคัญ โดยเฉพาะกลิ่นที่ออกมาจาก สารฟีโรโมน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นแรงดึงดูดทางเพศและการสืบพันธุ์ในสัตว์หลายชนิด
มนุษย์มีตัวรับ สารฟีโรโมน อยู่ในเยื่อบุเมือกของอวัยวะรับกลิ่น เนื้อเยื่อเหล่านี้มีบทบาทสำคัญต่อความรู้สึกของเราที่มีต่อเพศตรงข้าม ทำให้ผู้หญิงและผู้ชายสามารถรับรู้ถึงความพร้อมในการสืบพันธุ์อย่างสอดคล้องต้องกัน
การจูบไม่ใช่มีแต่ในคนเท่านั้น ลิงชิมแปนซีก็ชอบจูบเหมือนกัน แถมการจูบของลิงชิมแปนซีมีการแลกลิ้นเหมือนคนด้วย
ซิกมันด์ ฟรอยด์ บิดาแห่งวิชาจิตวิทยาบอกว่า ลักษณะการป้อนอาหารให้ทารก คือต้นเค้าโดยตรงของการจูบ การจูบก็เหมือนการค้นหาหน้าอกของแม่บนริมฝีปากของอีกคน เราชอบที่จะจูบ เพราะการจูบมีอยู่ในรักแรกที่แท้จริง
มีผลการวิจัยบอกอีกว่า เวลาจูบกันคนส่วนใหญ่จะเอียงศีรษะไปทางขวา สอดคล้องกับข้อสันนิษฐานของ ฟรอยด์ ไดอานา พลาทาส ซึ่งทดลองสังเกตกลุ่มคนที่รู้จัก 25 คู่ พบว่า 24 คู่เอียงศีรษะไปทางขวาเพื่อจูบ ที่เป็นเช่นนี้ อาจเป็นผลมาจากพฤติกรรมของแม่ที่อุ้มทารกไว้ทางซ้ายเวลาให้นมลูกก็ได้
เรื่องการจูบพูดง่ายแต่ทำยาก มีเว็บไซต์หาคู่เคยสำรวจไว้ว่า ทุก 1 ใน 4 คู่รักที่ต้องเลิกรา เพราะไม่พอใจกับเทคนิคการจูบของคู่รัก ในเมืองนอกเขาจึงมีทั้งหนังสือและวีดิโอ สอนศิลปะการจูบ ขายดีมากๆ เรียนแล้วจะจูบได้เหมือนดาราในภาพยนตร์เลย เห็นไหมว่า จูบนั้นสำคัญไฉน อย่าไปคิดว่าไม่สำคัญ
ไทยรัฐโดย "ลม เปลี่ยนทิศ"