ธอส.พร้อมรับสังคมคนชราบินญี่ปุ่นดูต้นแบบบ้านผู้สูงอายุ

เมื่อ 10 พ.ค. 2559 อ่าน 412 ครั้ง

ประเทศไทยเริ่มก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุตั้งแต่ ปี 2548 เพราะมีจำนวนประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปี (ประชากรสูงอายุ) ขึ้นไป สูงกว่า 10% ซึ่งเป็นไปตามนิยามของสหประชาชาติ ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา จำนวนประชากรสูงอายุมีแนวโน้มสูงขึ้น สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ คาดว่าปี 2559 ไทยจะมีประชากรรวมประมาณ 65.32 ล้านคน เป็นผู้สูงอายุ ราว 10.78 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วน 16.50% เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรทั้งหมด

     ในเวลาอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ประเทศไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ หรือมีจำนวนประชากรสูงอายุสัดส่วน 20% ของประชากรทั้งหมด ตามที่สภาพัฒน์คาดการณ์ในปี 2565 จำนวนประชากรสูงอายุเพิ่มเป็น 13.60 ล้านคน จากประชากรรวม 66.21 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน 20.54% ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ภาครัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งประชาชนจะต้อง เตรียมการรับมือ โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมก่อนจะถึงวัยสูงอายุเพื่อให้สามารถดำรงชีวิตและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ ทั้งด้านสวัสดิการและสุขภาพ รวมทั้งที่อยู่อาศัยรองรับกลุ่มผู้สูงอายุ เป็นต้น

     หนึ่งในหน่วยงานของภาครัฐ ที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงที่อยู่อาศัยและสินเชื่อ คือธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือ ธอส. มีแนวคิดจะสนับสนุนเงินทุนให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนในการพัฒนาที่อยู่อาศัย พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อรองรับผู้สูงอาย

เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ธอส. นำโดย สุรชัย ดนัยตั้งตระกูล ประธานกรรมการ ธอส., ไลวรรณ ปองเสงี่ยม รองกรรมการผู้จัดการ, สัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น พร้อมเจ้าหน้าที่จากกระทรวงการคลัง ได้นำคณะสื่อมวลชน เดินทางไปศึกษาดูงานเกี่ยวกับการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ ที่จังหวัดชิบะ ประเทศญี่ปุ่น

     สำหรับประเทศญี่ปุ่นนั้น แนวโน้มจำนวนผู้สูงอายุมีแต่จะเพิ่มขึ้น คาดว่าในปี 2563 ประชากรสูงอายุของประเทศญี่ปุ่นจะมีสัดส่วน 29.10% ของจำนวนประชากรทั้งหมด และเพิ่มขึ้นเป็น 36.10% ในปี 2583 และในปี 2603 จำนวนอาจจะเพิ่มสูงขึ้นถึง 39.90% ของจำนวนประชากรทั้งหมด สวนทางกับประชากรในวัยทำงานที่มีอายุ 15-64 ปีที่มีจำนวนมากที่สุดในปี 2538 และลดจำนวนลงมาเรื่อยๆ โดยในปี 2556 มีจำนวนประชากรวัยทำงาน 79.01 ล้านคน ซึ่งการเปลี่ยนมาสู่สังคมผู้สูงอายุของญี่ปุ่นใช้เวลาเพียง 24 ปีเท่านั้น เป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น อาทิ อังกฤษใช้เวลา 46 ปี สหรัฐใช้เวลา 73 ปี สวีเดนใช้เวลา 85 ปี ฝรั่งเศสใช้เวลา 115 ปี เป็นต้น อย่างไรก็ตามแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งไทย มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นเร็วในทิศทางเดียวกับญี่ปุ่น

     การเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุ นอกจากภาครัฐที่จะต้องให้ความช่วยเหลือทั้งด้านประกันสังคม การรักษาพยาบาล รวมถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่อาจจะสูงขึ้น มีภาคเอกชนของญี่ปุ่นที่มองเห็นโอกาสธุรกิจจากประเด็นดังกล่าว จึงพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับผู้สูงอายุ โครงการต้นแบบที่จะกล่าวถึง คือโครงการสมาร์ท คอมมูนิตี้ (Smart Community) เป็นโครงการพัฒนาชุมชนที่อยู่อาศัยและดูแลคุณภาพของผู้สูงอายุวัยหลังเกษียณ โครงการนี้เริ่มก่อตั้งตั้งแต่ปี 2547 หรือกว่า 10 ปีมาแล้ว

     มาซามิชิ โซเมโนะ ประธานกรรมการ บริษัท สมาร์ท คอมมูนิตี้ จำกัด ผู้บริหารโครงการฯ ให้ข้อมูลว่า โครงการนี้พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด "Shape of the New Life Long" หรือ "รูปแบบใหม่การมีชีวิตที่ยืนยาว" ที่ต้องการให้ผู้สูงอายุลดความวิตกกังวลเกี่ยวกับอนาคต ช่วยให้ผู้สูงอายุมีชีวิตชีวา มีสุขภาพที่ดี และสนุกกับการใช้ชีวิต โดยโครงการนี้มีพื้นที่รวมทั้งสิ้นราว 1 แสนตารางเมตร แบ่งเป็น พื้นที่อยู่อาศัยในรูปแบบคอนโดมิเนียม และคลับเฮาส์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมสิ่งอำนวยความสะดวกและพื้นที่กิจกรรมของโครงการ อาทิ ห้องเรียนภาษา วรรณคดี ประวัติศาสตร์ หรือเรื่องอื่นๆ ที่สมาชิกสนใจ เรียนทำอาหาร วาดภาพ เล่นบิลเลียด ห้องสมุด ห้องดนตรี ชงชา จัดดอกไม้ กิจกรรมบันเทิง เช่น ร้องเพลง คาราโอเกะ อูคูเลเล่ รวมทั้งสนามกีฬา เช่น เล่นโกะ เทนนิส กอล์ฟ ปิงปอง เป็นต้น โครงการนี้ที่มีพื้นที่กว้างขวางรองรับกลุ่มผู้สูงอายุที่เป็นคนรุ่นราวคราวเดียวกัน ผู้อยู่อาศัยทุกคนจะเข้ามาอยู่ในโครงการเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ จะมีการดูแลและปรับปรุงคุณภาพการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุให้ดีขึ้น และยังมีบริการทางการแพทย์ในโครงการตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งให้คำปรึกษาสุขภาพและปฐมพยาบาลเมื่อได้รับบาดเจ็บ เป็นต้น

    เงื่อนไขการเข้ามาเป็นสมาชิกของโครงการ จะต้องเป็นผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี เป็นผู้ที่ใช้ชีวิตประจำวันด้วยตนเองหรือใช้ชีวิตได้เกือบเหมือนปกติด้วยอุปกรณ์ช่วยเหลือหรือเครื่องมือ ผ่านการทดสอบและการพิจารณาอนุมัติการเป็นสมาชิก ทั้งนี้ ต้องมีความสามารถในการจ่ายค่าใช้จ่ายทั้งค่าแรกเข้าเป็นสมาชิกและค่าใช้จ่ายรายเดือน

     โครงการนี้จะขายกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมให้กับผู้สูงอายุที่ต้องการเข้ามาเป็นสมาชิก โดยราคาคอนโดมิเนียมเพื่ออยู่ที่ราว 13 ล้านเยน หรือ 4.20 ล้านบาท พื้นที่ประมาณ 35 ตารางเมตร และต้องเสียค่าแรกเข้า 5 แสนเยน ค่าส่วนกลางและสิ่งอำนวยความสะดวก 1.40 ล้านเยน ค่าใช้จ่ายต่อเดือนทั้งบริการและค่าอาหาร 3 มื้อ 8.50 หมื่นเยน ซึ่งผู้สูงอายุส่วนใหญ่ในญี่ปุ่นจะได้รับเงินบำนาญหลังเกษียณเดือนละ 1.20-1.40 แสนเยน สามารถครอบคลุมค่าใช้จ่ายต่อเดือนสำหรับการอยู่อาศัยในโครงการได้หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน

     มาซามิชิเล่าให้ฟังอีกว่า โครงการรูปแบบนี้กำลังเป็นที่นิยมในญี่ปุ่นและคาดว่าจะมีการพัฒนาโครงการใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการที่เป็นของเอกชน ปัจจุบันบริษัทมีการพัฒนาโครงการนี้เพียงโครงการเดียว และมีผู้สูงอายุอาศัยในโครงการ 700 ราย โดยแต่ละปีมีจำนวนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง คาดว่าจะรองรับผู้สูงอายุได้สูงสุด 3 พันคน อย่างไรก็ตามบริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาการพัฒนาโครงการรูปแบบนี้ในพื้นที่อื่นๆ ของญี่ปุ่นอีกด้วย

     ด้านสุรชัย ดนัยตั้งตระกูล ประธานกรรมการ ธอส. กล่าวว่า การศึกษาดูงานโครงการดังกล่าว เพื่อนำมาใช้เป็นต้นแบบและนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยรองรับประชากรสูงอายุไทยต่อไป โดย ธอส. พร้อมที่จะดำเนินโครงการตอบสนองนโยบายของรัฐบาล ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาโครงการสนับสนุนสินเชื่อในการให้กู้ยืมแก่หน่าวยงานทั้งภาครัฐและเอกชนในการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุของไทย โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เช่นเดียวกับผู้สูงอายุในญี่ปุ่นที่มีโครงการที่อยู่อาศัยให้เลือกหลากหลายและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี คาดว่าจะมีความร่วมมือกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) คาดว่ารายละเอียดการปล่อยสินเชื่อจะมีความชัดเจนภายใน 6 เดือน เบื้องต้นตั้งเป้าหมายวงเงินสินเชื่อไว้ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท

     การเตรียมความพร้อมเพื่อรับสังคมผู้สูงอายุ นอกจาก ธอส. ที่ต้องการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีที่อยู่อาศัยและมีคุณภาพที่ดีแล้ว ฟากกระทรวงการคลังเองก็มีแนวคิดที่จะทำโครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยรองรับสังคมผู้สูงอายุ (รีเวิร์ส มอเกจ) โดยนำที่อยู่อาศัยที่ผู้สูงอายุเป็นเจ้าของมาจดจำนองกับสถาบันการเงิน และสถาบันการเงินจะจ่ายเงินคืนหลังเกษียณ ทำให้ผู้สูงอายุมีรายได้เพิ่มขึ้น และลดภาระอุดหนุนจากภาครัฐ ซึ่งรายละเอียดอยู่ระหว่างการศึกษาเช่นกัน

     ส่วนจะเกิดขึ้นจริงเมื่อไร โปรดติดตามตอนต่อไป

ขอบคุณที่มา : ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์
.